เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ในงานวันวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 2 “วิถีวิจัยตามรอยพระยุคลบาท” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การวิจัยตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า “ความมั่งคั่งของชาติอยู่ที่ชาวนา-ชาวไร่” ข้อความนี้ช่วยยืนยันความถูกต้องของเจตนารมย์และทิศทางของหลักสูตร วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาธุรกิจเกษตร ซึ่งคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะเปิดดำเนินการสอนในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2550 รศ.ดร.อารี วิบูลย์พงศ์ หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้แจงว่าหลักสูตรนี้เกิดจากอุดมการณ์ที่ประสงค์จะให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงเกษตร โดยเฉพาะผู้ที่สร้างรายได้จากการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือจากไร่นาถึงโต๊ะอาหาร ได้รับความรู้บนฐานของหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ เพื่อการวิเคราะห์วางแผนและบริหารจัดการในระดับไร่นา ฟาร์มปศุสัตว์ระดับแปรรูปและการค้าจนกระทั่งการส่งออก เพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบเกษตรอย่างดีที่สุด
“ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกอาหารที่สำคัญหรือครัวของโลก” เป็นภาพรวมที่น่าภาคภูมิใจ แต่ในขณะเดียวกันสถิติการเป็นหนี้ของภาคเกษตรแสดงว่าเกษตรกรมีหนี้สินจำนวนมากถึง 25 ล้านคนหรือร้อยละ 88 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด (28 ล้านคน) ซึ่งเพิ่มสูงกว่าในอดีต และมีท่าทีจะเพิ่มขึ้นต่อไป หากผลิตผลเกษตรไม่ได้รับการสร้างมูลค่าด้วยการจัดการดูแลได้ดีพอตลอดเส้นทางของห่วงโซ่มูลค่าในทุกสินค้า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ของประเทศย่อมเป็นไปได้ยาก
ที่ผ่านมาไทยเน้นการเพิ่มผลผลิตและพัฒนามาสู่การผลิตให้ได้คุณภาพด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี แม้ว่าเกือบสิบปีที่แล้วจะมีการตื่นตัวให้เกษตรกรหันมาผลิตตามความต้องการของตลาด ตามการรณรงค์ขององค์กรอาหารและเกษตร (เอฟ. เอ. โอ) ในทุกภูมิภาคของโลก และในเอเซีย ซึ่ง เอฟ. เอ. โอ ได้จัดการประชุมในประเทศไทยก็ตาม แต่การปรับแนวคิดและปรับตัวและการบริหารจัดการในภาคไร่นายังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แม้ว่าไทยส่งออกสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง 2-3 ชนิด เช่น กุ้งกุลาดำ ไก่แปรรูป และผักสดแช่แข็ง เป็นต้น แต่เป็นความสำเร็จในภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีระบบที่ค่อนข้างแยกส่วนไปจากระบบธุรกิจโดยรวมของประเทศไทย เนื่องจากมีการเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกรในระบบข้อตกลง แต่สำหรับสินค้าโดยทั่วไปที่มิได้อยู่ภายใต้ระบบข้อตกลงซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของประเทศ ยังขาดการจัดการเชื่อมโยงภายใต้ระบบตลาดเปิด มิตินี้ยังขาดการพัฒนาอีกมาก ปัญหาการตลาดและการค้าลำไยและข้าวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่เกษตรกรเป็นหนี้จากการผลิต ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มีขนาดเล็ก/กลาง และสหกรณ์ไม่มีธุรกิจให้หมุนเวียนเพียงพอที่จะเติบโต การที่จะลดหนี้สินและยกระดับรายได้จะต้องเร่งพัฒนาการจัดการด้านการผลิต การตลาด การเงิน การเจรจาต่อรอง และพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงเกษตรกรด้วย เพื่อประโยชน์ของทุกภาคส่วนเหล่านี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เน้นการสร้างสังคมฐานความรู้ที่ได้จากผลการวิจัยและจากประสบการณ์การสอน และเครือข่ายระหว่างประเทศ สำหรับความรู้ด้านธุรกิจเกษตรนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการทบทวนหลักสูตรทั่วโลก และจัดการสัมมนาระดับนานาชาติในปี 2540 เรื่อง “International Symposium on Agribusiness Management towards Strengthening Agricultural Development and Trade” เพื่อเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการเกษตรและธุรกิจ เช่น ออสเตรเลีย อเมริกา เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน เยอรมัน อิสราเอล และระดมความคิดเห็นร่วมกับประเทศกำลังพัฒนา เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ รวม 16 ประเทศ จนได้มาซึ่งสาระสำคัญที่ควรพัฒนาเป็นหลักสูตรที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในที่สุด เนื้อหาวิชาได้รับการพัฒนาอย่างเข้มข้นร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในด้านธุรกิจเกษตรของไต้หวัน 3 แห่ง ซึ่งจะมีคณาจารย์มาร่วมสอนในหลักสูตรนี้ และไต้หวันจะเป็นแหล่งศึกษาดูงานหลักของนักศึกษาในหลักสูตร
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวในปาฐกถาเดียวกันนี้ (8 ธันวาคม 2549) โดยได้ยกไต้หวันเป็นตัวอย่างความเป็นเลิศทางวิชาการเกษตรการบริหารจัดการทุกด้าน ดิน น้ำ เทคโนโลยีการแปรรูป การตลาด การรวมกลุ่ม สหกรณ์ฯลฯ ด้วยคุณสมบัตินี้เองที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เลือกที่จะร่วมมือกับคณาจารย์จากไต้หวัน (ซึ่งมีความร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงในด้านเกษตรมายาวนาน) ดำเนินการวิจัยและแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนตลอดมากกว่า 5 ปี และมอบหมายให้อาจารย์ 3 ท่านในหลักสูตรเข้าฝึกอบรมในโครงการ Developing Agribusiness Training in the Mekong Region ในโปรแกรมความร่วมมือ ASEAN-EU University Network เป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งทำให้เกิดความชำนาญเฉพาะทางในบริบทของภูมิภาค และพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ สหกรณ์การเกษตร นำไปใช้ประโยชน์โดยตรง ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์สำนักเศรษฐกิจการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และแม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้บริหาร อบต. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำไปวางนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ธุรกิจเกษตรและโครงการเกษตรในพื้นที่
แข็งแกร่งด้วยวิชาการและปฏิบัติ ด้วยศูนย์ข้อมูลจากทั่วโลกและห้องปฏิบัติการการเงินการลงทุน และตลาดล่วงหน้าสินค้าเกษตรที่ทันสมัย
ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องต่อสู้กับการแข่งขันรอบด้านภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งไม่มีพรมแดนทางการเงิน วัตถุดิบ แรงงาน และเทคโนโลยี การที่จะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดโดยใช้เหตุผล มีความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันหรือลดความเสี่ยงและรู้ความพอดีจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้อย่างไม่ฉาบฉวย แต่รู้รอบ รู้ลึก รู้จริง และปฏิบัติได้ ซึ่งเป็นไปตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การศึกษาในปัจจุบันยึดนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง หลักสูตรธุรกิจเกษตรจึงต้องมีลักษณะเป็นบูรณาการจากหลายสาขาวิชา และมีความยืดหยุ่นสูง ผู้เรียนมีโอกาสเลือกเน้นความเชี่ยวชาญตามความสนใจ และศึกษาเรียนรู้อย่างใกล้ชิดกับคณาจารย์ที่ชำนาญการในเรื่องนั้นๆ ทั้งจากในและต่างประเทศ